Tales

151
เจ้าหญิงหิมะ
   กาลครั้งหนึ่ง มีช่างตัดไม้ 2 คน คนแรกเป็นชายแก่มีนามว่า Mosaku และอีกคนเป็นชายหนุ่มอายุ 18 ปีเท่านั้นมีนามว่า Monikichi วันหนึ่งเมื่อพวกเขาทำงานเสร็จ และกำลังจะกลับบ้าน ก็ได้พบกับพายุหิมะส่งผลให้ต้องเดินทางกลับบ้านอย่างยากลำบากกว่าจะมาถึงยังท่าเรือข้ามฟากที่พวกเขาต้องข้ามกลับบ้านอย่างเช่นทุกวัน แต่ทว่าวันนี้เรือกลับออกไปแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงต้องหาที่พักสำหรับค่ำคืนนี้ เมื่อพบพวกเขาก็ไม่ลังเลเลยที่จะเข้าไปด้านใน ชายแก่หลับลงในทันที แต่ทว่าชายหนุ่มกลับนอนไม่หลับ เพราะว่าเขาได้ยินเสียงพายุที่น่ากลัว  เสียงหิมะปะทะกับประตู เสียงน้ำในแม่น้ำ และชายหนุ่มก็หลับลงในที่สุดด้วยความเหนื่อยล้า
แต่พอตกดึกชายหนุ่มกลับต้องสะดุ้งตื่นเพราะว่ามีสะเก็ดหิมะตกใส่ใบหน้า เนื่องจากประตูถูกเปิดออกด้วยแรงของพายุหิมะ ณ ช่วงเวลานั้นเองก็มีหญิงสาวที่มีลักษณะผิวขาวราวกับหิมะสวมชุดกิโมโนเดินเข้ามา หญิงโสมได้โน้มตัวเข้าหาชายแก่และได้หายใจออกมาแต่ลมหายใจของเธอนั้นกลับมีสีขาวและเย็นยะเยือกจนส่งผลให้ชายแก่เสียชีวิต จากนั้นหญิงสาวก็โน้มตัวมาหาชายหนุ่มและกำลังจะทำในสิ่งเดียวกันแต่ทว่าด้วยหน้าตาของหนุ่มน้อยทำให้หญิงสาวเปลี่ยนใจและกระซิบบอกกับชายหนุ่มว่า “หากเจ้านำเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ไปบอกใคร หรือบอกแม่ของเจ้าเอง ข้ารับรองได้ว่าข้าจะตามไปฆ่าเจ้าในทันที จำไว้” แล้วหญิงสาวก็ออกไปหลังจากกล่าวจบ
1 ปีต่อมา Minokichi ก็ได้แต่งงานกับหญิงสาวกำพร้าชื่อว่า ยูกิโอะ ซึ่งแม่ของ Minokichi รักใคร่เป็นอย่างมาก และอีก 10 ปีต่อมาเธอได้ให้กำเนิดบุตร 3 คนและคืนนึงขณะที่ยูกิโอะกำลังเย็บผ้าอยู่นั้น Monokichi มองหน้าเธอแล้วพูดว่า “เจ้าทำให้ผมนึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยเจอมาก่อนเมื่อ 10 ปีที่แล้วในวันที่ Mosaku เธอมีผิวขาวราวหิมะ ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเจอใครที่สวยเท่าเธอมาก่อน แต่ผมเว้นเธอไว้คนนะ ยูกิโอะ” แล้ว ยูกิโอะ ก็หยุดเย็บผ้าแล้วหันมาบอกว่า “ข..ข..ข้าบอกแกแล้วใช่มั้ยว่าข้าจะฆ่าแกถ้าเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร แต่ตอนนี้เด็กๆ นอนหลับอยู่ และเนื่องจากที่ผ่านมาแกเป็นคนดีและดูแลเด็กๆเป็นอย่างดี ข้าจะยังไม่ฆ่าแกตอนนี้ แต่ถ้าวันไหนไม่ดูแลเอาใจใส่เด็กๆ วันนั้นข้าจะกลับมาฆ่าแกทันที !!” ในวินาทีนั้น ทำให้รู้ได้ในทันทีว่า เขาได้ผิดคำสัญญาไปแล้วเขาจึงสูญเสียเธอไปตลอดกาลแม้ว่าจะพยายามตามหาเธออย่างไรก็ตามก็ไม่อาจได้พบ

แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์ 

มีหมู่บ้านน่ารักๆ แห่งหนึ่งซึ่งมีหญิงหม้ายคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในกระท่อมกับลูกชายที่ชื่อว่า “แจ๊ค” วันหนึ่งนางได้เรียกลูกชายเข้ามาเพื่อบอกให้เข้าเมืองและนำแม่วัวที่มีอยู่ไปขาย และเมื่อขายได้ให้นำเงินที่ได้มาซื้ออาหาร และเสื้อผ้ากลับมา แต่ทว่าแจ๊คกลับรู้สึกเสียดายแม่วัวนั้นเป็นอย่างมากระหว่างทางเข้าเมือง แจ๊คได้พบชายแก่คนหนึ่งที่ในมือถือ เมล็ดถั่วอยู่ ชายแก่ถามแจ๊คว่าสนใจที่จะแลกเมล็ดถั่วกับแม่วัวไหม ชายแก่บอกว่า “เมล็ดถั่วนี่ไม่ใช่เมล็ดถั่วธรรมดา แต่เป็นเมล็ดถั่ววิเศษ ที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อน” และแล้วแจ็คก็ตัดสินใจแลก
เมื่อแจ๊คกลับมาถึงบ้านก็รีบเอาถั่วไปให้ผู้เป็นแม่ และพูดว่า “แม่จ๋า ดูถั่ววิเศษใน ถุงนี่สิ” แต่แม่ไม่ได้สนใจ กลับถามแจ็คว่า “ขายแม่วัวได้เท่าไร” แจ็คตอบว่า “ลูกแลกแม่วัวกับถั่ววิเศษถุงนี้แหละ” เมื่อแม่ได้ยินเช่นนั้นก็โกรธมาก แล้วก็เขวี้ยงเมล็ดถั่วออกไปข้างนอกหน้าต่าง เวลาผ่านไปเพียงแค่หนึ่งคืนเจ้าถั่วพวกนั้นกลับกลายเป็นต้นถั่วยักษ์ ที่สูงมากจนมองหายอดไม่พบ แจ๊คจึงปีนต้นถั่วขึ้นไปและได้พบกับปราสาทและหญิงชราที่เตือนให้แจ๊คกลับลงไปโดยเร็ว แต่แจ๊คกลับตอบนางว่า ” ปีนขึ้นมาเหนื่อยขอนั่งพักก่อน”  ดังนั้นหญิงชราจึงให้แจ๊คหลบที่ใต้โต๊ะ ฝ่ายยักษ์เจ้าของปราสาทเมื่อมาถึงในบริเวณนั้นก็พูดออกมาว่า “ฉันได้กลิ่นมนุษย์” หญิงแก่จึงค้านว่า “ไม่ใช่หรอก ฉันย่างหมูไว้ให้ท่านมื้อเย็นนี้ต่างหาก” 
เมื่อยักษ์กินเสร็จเรียบร้อย ก็สั่งให้หญิงชราอุ้มแม่ไก่ทองมาไว้ที่โต๊ะ พร้อมทั้งพูดออกมากว่า “ออกไข่ให้ข้าเดี๋ยวนี้” แล้วแม่ไก่ก็ออกไข่ทองคำออกมา 1 ฟอง จากนั้นยักษ์ก็สั่งให้หญิงแก่นำถุงทองมาให้ ยักษ์เปิดปากถุงแล้วคว่ำลง มีเหรียญทองร่วงออกมามากมาย เสร็จแล้วยักษ์ก็ให้หญิงแก่นำพิณทองมาให้อีก เมื่อวางพิณทองลงบนโต๊ะ พิณทองก็เริ่มบรรเลงอย่างไพเราะ ยักษ์นั่งดูสมบัติอย่างอิ่มเอมใจ ยักษ์ดื่มเหล้าจนหมดขวด และหลับไปในที่สุด “เร็วเข้าแจ็ค รีบหนีเร็ว” หญิงแก่กระซิบ เอาของเหล่านี้ไปด้วย ของเหล่านี้เป็นสมบัติของพ่อเธอทั้งสิ้น ยักษ์ตัวนี้เป็นคนฆ่าพ่อของเธอตาย แล้วแย่งเอาสมบัติของพ่อเธอมา แจ็คเก็บเอาเหรียญทองใส่ในถุง อุ้มแม่ไก่ และหยิบพิณทองขึ้นมาจากโต๊ะ รีบวิ่งออกไปจากปราสาทโดยเร็ว
   เสียงพิณทำให้ยักษ์ตื่นและเมื่อตื่นมาก็พบว่าของที่มีอยู่บนโต๊ะนั้นได้หายไปหมด ยักษ์จึงรีบวิ่งออกไปตามหาโดยทันที และก็พบแจ๊ค ซึ่งเด็กน้อยมีรูปร่างขนาดเล็กและมีความคล่องตัวมากกว่า จึงสามารถปีนต้นถั่วลงมาได้อย่างรวดเร็ว และ พอใกล้ถึงพื้นดิน เขาก็ตะโกนให้แม่หยิบแขวนมาให้ เมื่อจีคได้ขวาน ก็ฟันลงไปที่โคนต้นถั่วโดยทันที ส่งผลให้ยักษ์ตกลงมาจากต้นถั่วตาย แต่นั้นเป็นต้นมาแจ๊คก็อยู่กับแม่อย่างมีความสุข

เจ้าชายกบ

เจ้าหญิงผู้เลอโฉมออกมาเดินเล่นในสวนโดยที่ในมือนั้นถือลูกบอลทองอยู่หนึ่งใบ ขณะที่โยนลูกบอลเล่นอยู่นั้น ก็ได้ทำมันหล่นลงไปในสระน้ำ ขณะกำลังคิดอยู่ว่าจะเก็บลูกบอลกลับขึ้นมาได้อย่างไร ก็มีกบพูดออกมาว่า ว่า “ถ้าหม่อมฉันรับอาสาเอาลูกบอลทองขึ้นมาให้ เจ้าหญิงจะต้องรับหม่อมฉันไว้เป็นเพื่อนสนิท ให้นั่งคู่โต๊ะเสวย และนอนเคียงกับเจ้าหญิงได้ไหม” ด้วยความอยากได้เจ้าหญิงจึงตกลง แต่เมื่อได้ลูกบอลไปแล้วนั้นนางกลับเดินจากไปในทันที

   พอตกถึงเวลาเย็น ขณะเจ้าหญิงนั่งอยู่ที่โต๊ะเสวย ร่วมกับพระราชา และพระราชินี ทันใดนั้นก็มีเสียงดังกึกๆ มาหยุดที่หน้าประตู แล้วก็มีเสียงเคาะที่ประตู เรียกชื่อเจ้าหญิง แต่เจ้าหญิงทรงนิ่งเฉยเสีย เสียงที่หน้าประตูดังขึ้นอีก “เจ้าหญิงโปรดเปิดประตูรับหม่อมฉันด้วย” เจ้าหญิงทรงเดินไปเปิดประตูเห็นกบตัวที่พบในสวน เจ้าหญิงจึงทำเฉยเสีย แล้วปิดประตู แล้วกลับไปนั่งโต๊ะ พระราชาทรงฉงนพระทัยมาก รับสั่งถามเจ้าหญิงว่า มีอะไรที่หน้าประตู ยังไม่ทันที่เจ้าหญิงจะตอบว่าอย่างไร ก็มีเสียงเคาะประตูอีก และมีเสียงพูดว่า “โปรดเปิดประตูรับหม่อมฉันด้วย” เจ้าหญิงสัญญาว่า จะรับหม่อมฉันไว้ เป็นเพื่อนสนิท หม่อมฉันมาถึงแล้ว โปรดเปิดประตูรับหม่อมฉันด้วย”   พระราชา และพระราชินีได้ยินดังนั้น ก็ไต่ถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น เจ้าหญิงทรงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง และกล่าวว่า “ลูกไม่คิดว่า กบจะทิ้งสระขึ้นมาอยู่บนบกได้ จึงได้ให้สัญญา” พระราชาพูดว่า “ถ้าลูกได้สัญญาไว้เช่นนั้นแล้ว ก็ต้องทำตามสัญญา จงไปเปิดประตูรับกบเข้ามา” เจ้าหญิงทรงทำตามคำสั่ง ฝ่ายกบ เมื่อเข้ามาในห้องได้แล้ว ก็กระโดดขึ้นนั่งบนเก้าอี้ คู่กับเจ้าหญิง กินอาหารในจานอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อกบกินอาหารเสร็จแล้ว ก็พูดขึ้นว่า “ง่วงนอนจริง คราวนี้เจ้าหญิงจะต้องพาหม่อมฉัน ขึ้นไปนอนบนเตียงด้วยละ” เจ้าหญิงทรงเสียพระทัยมาก ถึงกับร้องไห้ออกมา ด้วยเสียงอันดัง พระราชาได้รับสั่งว่า “ลูกได้ให้สัญญาไว้อย่างนั้น จะต้องทำตามสัญญา จงพากบขึ้นไปนอนบนเตียงของลูกเดี๋ยวนี้”

เจ้าหญิงได้พากบขึ้นไปข้างบน เมื่อเข้าไปในห้อง เจ้าหญิงทำท่าจะโยนกบไปที่มุมห้อง แต่กบร้องขึ้นว่า “เจ้าหญิงต้องทำตามสัญญา” พูดแล้วกบก็กระโดนขึ้นไปนอนบนเตียง ของเจ้าหญิง เจ้าหญิงรู้สึกรังเกียจมาก กบพูดอีกว่า “ถ้าเจ้าหญิงไม่ยอมให้หม่อมฉันนอนบนเตียง หม่อมฉันจะกราบทูลให้พระราชา ทรงทราบว่า เจ้าหญิงไม่ทำตามสัญญา” เจ้าหญิงได้ยินดังนั้นทรงโกรธมาก จับกบเหวี่ยงไปมุมห้อง กบก็เลยต้องลงไปหงายท้องนอนแผ่สองสลึง สลบแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นในทันทีทันใด…..

   เจ้าหญิงเมื่อเห็นกบนอนสลบแน่นิ่งไม่ไหวติงเข้าดังนั้น ก็ตกพระทัยเป็นอย่างมาก ทรงตรงเข้าไปที่ใกล้ๆ แล้วเอื้อม พระหัตถ์ไปแตะต้องตามร่างกายของมัน แล้วยิ่งเจ้าหญิงไม่เห็นว่ามันหายใจ และขยับเขยื้อนเข้าให้อย่างนั้น… เจ้าหญิงจึงได้สำนึกผิดว่า…นี่เราคงจะทำโหดร้ายกับมันมากเกินไปเสียแล้ว…” ฉันขอโทษ…ฉันไม่ได้ตั้งใจ…อย่า เพิ่งตายนะ…ได้โปรดลุกขึ้นมาเถิดเจ้ากบน้อยของฉัน… “ พูดจบน้ำตาอันใสสะอาดจากดวงพระเนตรของพระองค์ ก็เอ่อล้น ร่วงหล่นลงไปสัมผัสเอาเข้ากับร่างของเจ้ากบ   ทันใดนั้นเอง ก็เกิดสิ่งมหัศจรรย์ กบที่มีรูปร่างน่าเกลียด ได้กลายเป็นเจ้าชายหนุ่มรูปงาม เจ้าชายทรงเล่าให้เจ้าหญิงฟังว่า “หม่อมฉันคือ เจ้าชายที่ถูกแม่มดสาปให้กลายเป็นกบ และสิ่งที่จะถอนคำสาปได้ก็มีแต่หยาดน้ำตาอันบริสุทธิ์และมีเมตตาของพระองค์เท่านั้นพระเจ้าข้า” มีแต่เจ้าหญิงองค์เดียวเท่านั้น ที่จะแก้คำสาปได้ พระราชา และพระราชินีทรงดีพระทัยมากทรงทราบเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งสองพระองค์ทรงจัดพิธีแต่งงาน ให้แก่เจ้าชาย และเจ้าหญิงอย่างใหญ่โตมโหฬาร ในพิธีแต่งงานมีชาวเมืองเป็นจำนวนมาก พากันโห่ร้องแสดงความยินดี ให้แก่เจ้าชาย และเจ้าหญิงด้วยความพึงพอใจเป็นอย่างมาก

พระอาทิตย์ และ พระจันทร์
   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหญิงหม้ายอาศัยอยู่กับลูกๆ 2 คน วันหนึ่งหญิงหม้ายต้องเข้าเมืองไปเพื่อขายขนมที่มีชื่อว่า “DUK” เธอจึงบอกลูกๆว่าอย่าเปิดประตูให้กับคนแปลกหน้าเป็นอันขาด และเธอก็สัญญากลับลูกๆว่าจะนำขนมกลับมาให้กินหลังจากขายขนมเสร็จ  ในขณะที่เดินทางออกไปขายขนมนั้นเองเธอก็ได้พบกับเสือตัวหนึ่ง มันพูดกับเธอว่าถ้า ยกขนมให้มัน 1 ชิ้น มันจะไม่กินเธอ เมื่อได้ไม่เหลือทางเลือกหญิงหม้ายจึงต้องมอบขนมให้เสือ 1 ชิ้น และเดินทางต่อไป หลังจากเดินมาถึงอีกหนึ่งหมู่บ้าน หญิงหม้ายก็พบกับเจ้าเสือตัวเดิมอีกครั้งและมันก็พูดเช่นเดิม แต่ครั้งนี้มันต้องการขนมทั้งหมดหากไม่ให้มันจะกินเธอแต่ครั้งนี้เสือกลับไม่ทำอย่างที่พูดมันกลับกินเธอแม้เธอจะให้ขนมแล้วก็ตาม
   จากนั้นเสือก็เอาเสื้อผ้าของเธอมาสวมและปลอมตัวกลับบ้านไปหาลูกๆของเธอ เมื่อถึงบ้านมันก็เคาะประตูพร้อมบอกว่า “แม่กลับมาแล้ว” แต่เด็กๆ กลับแปลกใจในน้ำเสียงที่ต่างออกไปของแม่ ดังนั้นคนเป็นพี่จึงถามออกไปว่า “แม่ของเราไม่ได้มีเสียงแบบนั้น” เมื่อได้ยินดังนั้นเสือจึงตอบกลับมาว่า “แม่มีไข้เสียงเลยเปลี่ยนไป”  พวกเด็กๆจึงขอดูมือของแม่ เสือจึงนำแป้งขนมมาทามือและยื่นให้เด็กดู “นี่จะมือของแม่” เมื่อเห็นดังนั้นน้องสาวจึงเปิดประตูออกไปทันที ส่งผลให้เสือสวนเข้ามาทันทีเช่นกัน พี่ชายเมื่อเห็นดังนั้นก็จูงมือน้องสาววิ่งหนีขึ้นบนต้นไม้ในทันที  เมื่อเสือพยายามตามหาจึงตามไม่พบ แต่เสือกลับเห็นเงาของเด็กๆอยู่ในน้ำมันจึงกระโดดลงไป หลังจากกระโดดลงไปแล้วเสือก็ได้ยินเสียงคนเป็นน้องหัวเราะออกมา มันถึงได้รู้ว่าเด็กๆ อยู่บนต้นไม้  เสือจึงพยายามปีนขึ้นไปบนต้นไม้เช่นกัน ทำให้เด็กๆต้องร้องขอต่อพระเจ้าว่า “พระเจ้าหากข้าบริสุทธิ์โปรดส่งเชือกลงมาช่วยข้า” พระเจ้าเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ส่งเชือกลงมาช่วยเด็กๆ เสือเมื่อได้ยินเช่นนั้นและเห็นเช่นนั้นก็ร้องขอในสิ่งเดียวกันและพระเจ้าก็ส่งเชือกลงมาให้เช่นกันแต่กลับเป็นเชือกเปื่อยๆๆ เมือเสือปีนเชือกจึงตกลงมาตาย
   ด้วยความสงสารที่พระเจ้ามีต่อเด็กๆ จึงให้เด็กหญิงกลายเป็นพระจันทร์ และเด็กชายกลายเป็นพระอาทิตย์แต่ด้วยเด็กสาวกลัวความมืดดังนั้นจึงขอสลับกับพี่ชาย ท้ายที่สุดพี่ชายกลายเป็นพระจันทร์และเด็กหญิงกลายเป็นพระอาทิตย์
ฮังบุ และ นลบุ
   ฮังบุและนลบุ 2 พี่น้องที่มีความแตกต่างกันมาก ครอบครัวฮังบุนั้นมีบุตรทั้งหมด 30 คน แต้ด้วยฐานะอันยากจนพวกเขาจึงหิวโหยและอดอยาก ในขณะที่ครอบครัวนลบุร่ำรวยมีเงินเหลือมากเพียงพอ ฮังบุไม่สามารถทนเห็นความยากจนอดอยากของครอบครัวตนเองได้อีกจึงมาขอความช่วยเหลือจากนลบุ เมือมาถึงที่บ้านนลบุเขากลับโดนภรรยาของนลบุขับไล่
   อยู่มาวันนึงฮังบุได้พบกับนกนางแอ่นที่ได้รับบาดเจ็บที่ขามาเขาจึงนำมันไปรักษาจนหายดี นกนางแอ่นจึงมอบน้ำเต้ายักษ์ให้แก่ฮังบุเพื่อเป็นการตอบแทน เมือฮังบุเปิดน้ำเต้าออกก็ต้องตกตะลึงเพราะว่ามันมีทรัพย์สมบัติอยู่มากมาย จากจุดนี้เองได้เปลี่ยนให้ฮังบุกลายเป็นมหาเศรษฐี ข่าวการช่วยชีวิตนกนางแอ่นแล้วเปลี่ยนแปลงชีวิตฮังบุนี้ได้แพร่กระจายออกไปจนถึงหูนลบุ ด้วยความละโมบเขาจึงจับนกนางแอ่นมาทำร้ายและรักษาจนหาย และนกนางแอ่นก็ได้มอบน้ำเต้าให้เช่นกัน แต่ทว่าเมือเปิดออกมาน้ำเต้ากลับเต็มไปด้วยคางคกน่าเกลียด และคางคกนั้นก็ค่อยๆๆหายไปเปรียบได้กับสมบัติของนลบุที่ค่อยๆหายไปเช่นกัน จนส่งผลให้นลบุต้องกลายเป็นขอทาน แต่ฮังบุกลับยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือ
   กาลเวลาเปลี่ยนแต่ใจคนไม่เปลี่ยน นลบุ ยังคงเป็นคนเช่นเดิมเมื่อวันนึงเขาเต๊ะเสาที่วางหิ้งตะเกียงน้ำมันเอาไว้ จนไฟไหม้ไปทั้งหมด นอกจากนี้ นลบุยังขุดหลุมใหญ่เอาไว้กลางถนน เพื่อสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านท้ายที่สุด ชาวบ้านทนไม่ไหวจึงประชาทัณฑ์นลบุ และขับไล่เขาออกจากหมู่บ้านนับจากนั้นเป็นต้นมา
โมโมทาโร่
   ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งมี 2 ตายายที่ช่วยกันทำมาหากินกันอย่างแข็งขัน จนวันหนึ่งมีลูกท้อลอยผ่านมาในขณะที่ยายกำลังซักผ้าอยู่ที่ริมแม่น้ำ ยายจึงเก็บลูกท้อขึ้นมา และเมือผ่าออกดูก็พบว่าข้างในมีเด็กชายอยู่ ทั้ง 2 ตายายจึงตั้งชื่อเด้กชายว่า โมโมทาโร่ ซึ่งมาจาก โมโมะ ที่แปลว่าลูกท้อนั่นเอง

   วันเวลาผ่านไป เมื่อโมโมทาโร่เติบโตขึ้น เขาก็ได้ยินว่ามี โอนิ (ยักษ์, ปิศาจ) ตนหนึ่งได้ออกอาละวาดสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านไปทั่ว เขาจึงบอกกับสองตายายว่า เขาจะเป็นผู้ขออาสาไปปราบโอนิ ที่เกาะ โอนิงะชิมะ เอง สองตายายจึงได้ทำขนมคิบิดังโกะ และมอบให้แก่โมโมทาโร่ เพื่อใช้เป็นเสบียงในระหว่างการเดินทาง ระหว่างทาง โมโมทาโร่ได้พบกับ สุนัข ลิง และนก เขาได้แบ่งขนมคิบิดังโกะให้สัตว์ทั้งสามกิน พร้อมกับชักชวนให้ไช่วยกันปราบโอนิ เมื่อไปถึงเกาะโอนิงะชิมะ โมโมทาโร่และสัตว์ทั้งสามก็ได้ร่วมมือกันต่อสู้จนสามารถปราบโอนิได้สำเร็จ แล้วโมโมทาโร่ก็เดินทางกลับบ้าน พร้อมกับนำสมบัติกองโตของโอนิกลับมาด้วย ท่ามกลางความยินดีของสองตายายและเหล่าชาวบ้านในหมู่บ้าน